ปอมเปอี
24 สิงหาคม ค.ศ. 79 คือวันที่ทำให้เมืองแฝดปอมเปอีและเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแคมปาเนียอันงดงาม ภายใต้ร่มเงาของภูเขาไฟขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหลต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว พื้นดินยกระดับ และน้ำพุใต้ดินแห้งเหือด สำหรับวันนี้อาจจะสามารถบอกได้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ทว่าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนหน้านี้ ปรากฏการณ์เหล่านั้นซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยถึงการเกิดของภูเขาไฟที่หลับใหลมานาน กลับแทบไม่มีส่วนช่วยให้ผู้คนลุกขึ้นมาเตรียมการเพื่อให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติที่ว่านี้เลย
กว่า 1,800 ปีที่ภูเขาไฟเวซูเวียสไม่เคยปะทุ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเมืองปอมเปอีจะไม่รู้ว่ามันคือภูเขาไฟ จนถึงขั้นที่ว่าในภาษาลาตินไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่าภูเขาไฟนี้มาก่อน แต่การหลับใหลของภูเขาไฟนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
แอ่งเก็บแมกม่าเดือดกว้างประมาณสามกิโลเมตรได้ก่อตัวขึ้นภายในภูเขาไฟเวซูเวียส มันถูกกักอยู่ภายในด้วยแมกม่าเก่าที่จุกอยู่ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวานั้น และภูเขาไฟเวซูเวียสก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
แต่การระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เราพบเห็นทั่วไป มันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มักจะปรากฏพร้อมกับภูเขาไฟ การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งนับเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด
มันประกอบด้วยก๊าซร้อนจัด แมกม่า และเถ้าถ่านที่ก่อตัวเป็นหอคอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แมกม่านั้นจะเย็นลงและตกลงมาบนผิวโลกในสภาพหินภูเขาไฟพรุน ซึ่งว่ากันว่าภูเขาไฟเวซูเวียสแห่งนี้จะเกิดระเบิดขึ้นทุก ๆ 2,000 ปี
ทันทีที่หินภูเขาไฟ ก้อนหิน และเถ้าถ่านถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สภาพกลางวันถูกเปลี่ยนเป็นกลางคืนในชั่วพริบตา หินภูเขาไฟและก้อนหินที่ตกลงมาราวกับสายฝน ค่อย ๆ ทับถมจนเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในวันนั้นสิ้นชีวิตลงพร้อม ๆ กัน
สิ่งที่ปะปนมากับหินภูเขาไฟพรุนก็คือก้อนหิน มันเป็นหินเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งถูกกระชากออกมาจากด้านในของภูเขาไฟ และถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงมาบนโลกอีกครั้งในสภาพจรวดมรณะที่เดินทางด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อถึงจุดสุดยอดของการระเบิด แมกม่า เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาลถึง 100,000 ตันจะถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุก ๆ วินาที และพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ทสู่ความสูง 33 กิโลเมตรซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของภูเขาเอเวอเรสต์ 3.5 เท่า
แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟเวซูเวียสพ่นออกมาเหนือแคว้นแคมปาเนียนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรมากกว่าสี่ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา เถ้าถ่านเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ที่กว้างยาวสูงด้านละ 2.4 กิโลเมตร
ไม่เพียงเท่านั้นเมืองตากอากาศเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดก็ถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านภูเขาไฟลึกถึง 25 เมตร ขยายแนวชายฝั่งให้ยาวกว่าเดิมถึงราว 450 เมตร
แต่หากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สายลมพัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวเมืองปอมเปอีก็คงจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้หรืออาจจะมีหนทางหนีรอดได้มากกว่านี้ เพราะตามปกติสายลมจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงจะช่วยพัดพาแมกม่าออกไปเหนืออ่าวเนเปิลส์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคนที่เห็นเหตุการณ์ คนที่พยายามหลบหนี และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ในบันทึกเรื่องราวภัยพิบัติของ ไกอัส พลินิอัส ไมเนอร์ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ย้อนความหลังไปไกลโพ้น "ปอมเปอี-Pompei" เมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่งค.ศ.63 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมืองรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบกลายเป็นซากปรักหักพังทันที
มีบันทึกถึงภัยพิบัติครั้งนั้นว่าเกิดขึ้นเพราะบริเวณที่ตั้งของเมืองเป็นจุดเดียวกับที่ตั้งของภูเขาไฟใต้น้ำชื่อซอมมา นักโบราณคดีเชื่อว่าซอมมาระเบิดครั้งแรกเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวเนเปิล นอกจากแผ่นดินไหวในค.ศ.63 แล้ว แม่ธรณีบริเวณนี้ยังพิโรธอีกหลายคราตลอดเวลาที่ภูเขาไฟระอุอยู่เนืองๆ ภูเขาไฟเยอะด้วยซี
แล้วก็ถึงครั้งสาหัส เหตุเกิดวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ภูเขาไฟวิซูเวียสระเบิด ลาวาร้อนไฟลุกทะลักโถมกลบพื้นที่เป็นบริเวณกว้างไกล เมืองปอมเปอี เฮอร์คูลาเนียม และสตาบิเอ หายวับ ผู้รอดชีวิตจากลาวามหาประลัยบันทึกเหตุการณ์ผ่านจดหมาย แล้วก็กลายเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ได้ข้อมูลว่าเมืองปอมเปอียามนั้นมีประชากรประมาณ 20,000 คน ถูกหินไฟเหลวกลบสิ้นชีวิต 2,000 คน.
กว่า 1,500 ปีต่อมามีการขุดซากเมืองและบูรณะเป็นระยะๆ นับจากค.ศ.1748 ตราบจนปี 1860 การขุดสำรวจเริ่มเป็นไปตามหลักวิชาการมากขึ้นด้วยเทคนิคยุคใหม่ทำให้ชาวโลกในปัจจุบันได้มีความรู้ ข้อมูลที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับชีวิตชาวโรมันในศตวรรษที่ 1
เมื่อขุดผืนดินที่ทับถมออกหมดสิ้นก็ได้พบซากเมืองใหญ่โต สร้างด้วยหินแข็งแรง ได้เห็นผังเมือง และภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมือง มีถนนหนทาง ใจกลางเมืองมีจัตุรัส วิหาร อนุสรณ์สถาน สำนักงานราชการ ตลาด ร้านค้า โรงละคร สนามกีฬา บ้านเรือน และโรงอาบน้ำสาธารณะ รวมทั้งรูปปั้นและสิ่งของ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งจำนวนมากมาย เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่ชัดที่สุดเกี่ยวกับโรมันยุคนั้น
หลายจุดแสนเศร้า พบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"
ข้อมูลมาจากพี่ jj จากเวบบอร์ดnextstep.com
edit @ 2005/09/15 12:59:42
edit @ 2005/09/15 13:03:29
ดีครับ