2005/Oct/04

flying dutchman ในต่างประเทศเขาเรียกว่าเรือปิศาจ (ghost ship) หมายถึง เรือที่หายสาบสูญไป อาจจะจมหาย หรือโดยพายุพัด รวมถึงหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ วันดีคืนดีก็จะมีคนเห็นเรือ ดังกล่าวปรากฎขึ้น บางครั้งก็เป็นแสงไฟ เรือง ๆ แต่พอเข้าไปใกล้ก็หายไป โดยคนส่วนใหญ่จะพบเห็น เรือ flying dutchman แถวแหลมกู๊ดโฮปซึ่งเป็นแหลมที่มีคลื่นลมทะเลรุนแรงมาก มีเรือจำนวนมากที่ต้องจบชีวิตลงที่นี่ มีคนที่สามารถข้ามแหลมกู๊ดโฮปมาได้มาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ว่า เห็นเรือ ghost ship ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็น เรือ flying dutchman นั่นเอง

เจ้าเรือ flying dutchman มีตำนานเล่าว่าลูกเรือพยายามที่จะติดต่อกับคนบนบกโดยการส่งสัญญาณไฟ มาที่ชายฝั่ง แต่ก็ไม่ปรากฎให้เห็นเรือแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีปรากฎการณ์ ghost ship ที่โด่งดังในโลกนี้ ก็คงเป็น เรือ Mary Celeste ที่สูญหายไประหว่างการเดินจากโปตุเกส ในปี 1872 และหายสาบสูญไป แต่ยังมีการเล่าขานว่าพบเห็นเรือดังกล่าวแล่นอยู่ในทะเลจวบจนทุกวันนี้ค่ะ

2005/Sep/15

ปอมเปอี

24 สิงหาคม ค.ศ. 79 คือวันที่ทำให้เมืองแฝดปอมเปอีและเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแคมปาเนียอันงดงาม ภายใต้ร่มเงาของภูเขาไฟขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหลต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว พื้นดินยกระดับ และน้ำพุใต้ดินแห้งเหือด สำหรับวันนี้อาจจะสามารถบอกได้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ทว่าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนหน้านี้ ปรากฏการณ์เหล่านั้นซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยถึงการเกิดของภูเขาไฟที่หลับใหลมานาน กลับแทบไม่มีส่วนช่วยให้ผู้คนลุกขึ้นมาเตรียมการเพื่อให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติที่ว่านี้เลย

กว่า 1,800 ปีที่ภูเขาไฟเวซูเวียสไม่เคยปะทุ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเมืองปอมเปอีจะไม่รู้ว่ามันคือภูเขาไฟ จนถึงขั้นที่ว่าในภาษาลาตินไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่าภูเขาไฟนี้มาก่อน แต่การหลับใหลของภูเขาไฟนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

แอ่งเก็บแมกม่าเดือดกว้างประมาณสามกิโลเมตรได้ก่อตัวขึ้นภายในภูเขาไฟเวซูเวียส มันถูกกักอยู่ภายในด้วยแมกม่าเก่าที่จุกอยู่ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวานั้น และภูเขาไฟเวซูเวียสก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

แต่การระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เราพบเห็นทั่วไป มันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มักจะปรากฏพร้อมกับภูเขาไฟ การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งนับเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด

มันประกอบด้วยก๊าซร้อนจัด แมกม่า และเถ้าถ่านที่ก่อตัวเป็นหอคอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แมกม่านั้นจะเย็นลงและตกลงมาบนผิวโลกในสภาพหินภูเขาไฟพรุน ซึ่งว่ากันว่าภูเขาไฟเวซูเวียสแห่งนี้จะเกิดระเบิดขึ้นทุก ๆ 2,000 ปี

ทันทีที่หินภูเขาไฟ ก้อนหิน และเถ้าถ่านถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สภาพกลางวันถูกเปลี่ยนเป็นกลางคืนในชั่วพริบตา หินภูเขาไฟและก้อนหินที่ตกลงมาราวกับสายฝน ค่อย ๆ ทับถมจนเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในวันนั้นสิ้นชีวิตลงพร้อม ๆ กัน

สิ่งที่ปะปนมากับหินภูเขาไฟพรุนก็คือก้อนหิน มันเป็นหินเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งถูกกระชากออกมาจากด้านในของภูเขาไฟ และถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงมาบนโลกอีกครั้งในสภาพจรวดมรณะที่เดินทางด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อถึงจุดสุดยอดของการระเบิด แมกม่า เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาลถึง 100,000 ตันจะถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุก ๆ วินาที และพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ทสู่ความสูง 33 กิโลเมตรซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของภูเขาเอเวอเรสต์ 3.5 เท่า
แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟเวซูเวียสพ่นออกมาเหนือแคว้นแคมปาเนียนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรมากกว่าสี่ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา เถ้าถ่านเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ที่กว้างยาวสูงด้านละ 2.4 กิโลเมตร

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองตากอากาศเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดก็ถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านภูเขาไฟลึกถึง 25 เมตร ขยายแนวชายฝั่งให้ยาวกว่าเดิมถึงราว 450 เมตร

แต่หากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สายลมพัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวเมืองปอมเปอีก็คงจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้หรืออาจจะมีหนทางหนีรอดได้มากกว่านี้ เพราะตามปกติสายลมจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงจะช่วยพัดพาแมกม่าออกไปเหนืออ่าวเนเปิลส์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคนที่เห็นเหตุการณ์ คนที่พยายามหลบหนี และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ในบันทึกเรื่องราวภัยพิบัติของ ไกอัส พลินิอัส ไมเนอร์ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

ย้อนความหลังไปไกลโพ้น "ปอมเปอี-Pompei" เมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่งค.ศ.63 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมืองรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบกลายเป็นซากปรักหักพังทันที

มีบันทึกถึงภัยพิบัติครั้งนั้นว่าเกิดขึ้นเพราะบริเวณที่ตั้งของเมืองเป็นจุดเดียวกับที่ตั้งของภูเขาไฟใต้น้ำชื่อซอมมา นักโบราณคดีเชื่อว่าซอมมาระเบิดครั้งแรกเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวเนเปิล นอกจากแผ่นดินไหวในค.ศ.63 แล้ว แม่ธรณีบริเวณนี้ยังพิโรธอีกหลายคราตลอดเวลาที่ภูเขาไฟระอุอยู่เนืองๆ ภูเขาไฟเยอะด้วยซี

แล้วก็ถึงครั้งสาหัส เหตุเกิดวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ภูเขาไฟวิซูเวียสระเบิด ลาวาร้อนไฟลุกทะลักโถมกลบพื้นที่เป็นบริเวณกว้างไกล เมืองปอมเปอี เฮอร์คูลาเนียม และสตาบิเอ หายวับ ผู้รอดชีวิตจากลาวามหาประลัยบันทึกเหตุการณ์ผ่านจดหมาย แล้วก็กลายเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ได้ข้อมูลว่าเมืองปอมเปอียามนั้นมีประชากรประมาณ 20,000 คน ถูกหินไฟเหลวกลบสิ้นชีวิต 2,000 คน.

กว่า 1,500 ปีต่อมามีการขุดซากเมืองและบูรณะเป็นระยะๆ นับจากค.ศ.1748 ตราบจนปี 1860 การขุดสำรวจเริ่มเป็นไปตามหลักวิชาการมากขึ้นด้วยเทคนิคยุคใหม่ทำให้ชาวโลกในปัจจุบันได้มีความรู้ ข้อมูลที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับชีวิตชาวโรมันในศตวรรษที่ 1

เมื่อขุดผืนดินที่ทับถมออกหมดสิ้นก็ได้พบซากเมืองใหญ่โต สร้างด้วยหินแข็งแรง ได้เห็นผังเมือง และภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมือง มีถนนหนทาง ใจกลางเมืองมีจัตุรัส วิหาร อนุสรณ์สถาน สำนักงานราชการ ตลาด ร้านค้า โรงละคร สนามกีฬา บ้านเรือน และโรงอาบน้ำสาธารณะ รวมทั้งรูปปั้นและสิ่งของ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งจำนวนมากมาย เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่ชัดที่สุดเกี่ยวกับโรมันยุคนั้น

หลายจุดแสนเศร้า พบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"


ข้อมูลมาจากพี่ jj จากเวบบอร์ดnextstep.com
edit @ 2005/09/15 12:59:42


edit @ 2005/09/15 13:03:29

2005/Sep/13

เมตาเรลิเจียน/วิกิพิเดีย-ความลึกลับของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในความ อาถรรพ์ จากการหายไปอย่างลึกลับของเรือเดินสมุทร เครื่องบินหรือแม้แต่เรือพายขนาดเล็ก ที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ข้อสงสัยเกี่ยวกับ สามเหลี่ยมปีศาจ นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้วิทยาศาสตร์หา คำตอบ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้



สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมในทะเลซึ่งมีเนื้อที่ 1.5 ล้านตารางไมล์ กินพื้นที่เบอร์มิวดาซึ่งเป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือไล่ไปยังฟลอริดาถึงเปอร์โตริโก พื้นที่แห่งปริศนานี้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2493 โดย อี วี ดับเบิลยู โจนส์ (E.V.W.Jones) ที่เล่าถึงการหายไปอย่างลึกลับของเรือและเครื่องบินหลายลำ ผ่านการเผยแพร่ในข่าวล้อมกรอบของเอพี พร้อมกับขนานนามพื้นที่สามเหลี่ยมลึกลับนี้ให้เป็น ทะเลของปีศาจ

ปริศนาของสามเหลี่ยมลึกลับถูกกระพือด้วยแรงหนังสือ

หลังจากนั้นก็มีการรายงานถึงปริศนาของการหายไปในพื้นที่สามเหลี่ยมนี้อีกหลายครั้ง จนกระทั่ง พ.ศ.2517 ชารลส์ เบอร์ลิตซ์ (Charles Berlitz) ได้เขียนหนังสือเรื่อง สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (the Bermuda Triangle) ซึ่งเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ เบสต์เซลเลอร์ (Best-seller) ทำให้สามเหลี่ยมปีศาจนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และ เที่ยวบินที่ 19 (Flight 19) อันเป็นเที่ยวบินฝึกหัดทิ้งระเบิดของทหารอากาศสหรัฐ (U.S. Navy aircraft) ก็ได้กลายเป็นการหายไปที่โด่งดังที่สุด

ภายในเที่ยวบินที่ 19 มีลูกเรือ 5 คน ซึ่งมีเพียงผู้บังคับการเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่นักบินฝึกหัด พวกเขาเริ่มบินจากเมืองฟอร์ท ลอเดอร์เดล (Ft. Lauderdale) ของฟลอริดาในเวลาประมาณบ่าย 2 ของวันที่ 5 ธ.ค.2488 ซึ่งจากการสื่อสารทางวิทยุผู้บังคับการแจ้งว่าเข็มทิศไม่ทำงานและเชื่อว่าฝูงบินกำลังอยู่เหนือหมู่เกาะเล็กๆ ที่น่าจะเป็นฟลอริดา คีย์ (Florida Keys) นั่นหมายความว่าฝูงบินได้ห่างจุดหมายออกไปทางทิศตะวันตก โดยเขาคิดว่ากำลังนำฝูงบินไปยังฟลอริดามุ่งสู่ทิศเหนือ บัดนั้นสภาพอากาศก็ยิ่งเลวร้ายและการติดต่อก็ขาดหายไปเป็นช่วงๆ จากนั้นลูกเรือทั้ง 5 คนก็สาบสูญไป

ทั้งนี้เบอร์ลิตซ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝูงบินของเที่ยวบินทิ้งระเบิดเหล่านั้นถูกออกแบบให้ลอยน้ำได้เป็นเวลานาน ดังนั้นน่าจะพบพวกเขาในวันถัดมาซึ่งมีรายงานว่าเป็นวันที่ทะเลสงบ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเรือบินทิ้งระเบิดไม่อาจทนต่อสภาพทารุณของทะเลได้ ขณะเดียวกันเรือบินของหน่วยกู้ภัยและค้นหาที่พยายามตามหาพวกเขาโดยได้พยายามหาทั้งคืนของวันนั้นแต่ก็คว้าน้ำเหลว โดยทีมเรือบินค้นหาที่ชื่อ มาร์ติน มารินเนอร์ (Martin Mariner) ซึ่งมีอยู่ 2 ลำ ก็มีลำหนึ่งหายไปอีก ส่วนอีกลำสามารถไปถึงยังเป้าหมายตามกำหนด

พร้อมกันนี้ความลึกลับของทีมค้นหาที่สาบสูญไปก็สร้างความสงสัยให้กับคนทั่วไปอีกไม่น้อย และเจ้าเรือบินดังกล่าวที่ถูกขนานนามว่า ระเบิดบินได้ หรือ ถังแก๊สบินได้ ก็ดูเหมือนจะระเบิดไประหว่างปฏิบัติภารกิจ โดยมีพยานรู้เห็นที่เป็นลูกเรือของเรือพาณิชย์ที่อ้างว่าพวกเขาเห็นการระเบิดกลางอากาศและได้ล่องผ่านซากที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นถังน้ำมันและเศษเครื่องบิน ความน่าสงสัยยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อรายงานของราชการทหารได้บันทึกถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นว่าเป็น สาเหตุหรือเหตุผลที่ไม่ทราบ

สรรหาคำตอบมาไขความเร้นลับ

คนอ่านซึ่งเป็นแฟนๆ ของเบอร์ลิตซ์ต่างสรรหาคำอธิบายมากมายเพื่อจะให้คำตอบว่าทำไมเรือหรือยานบินต่างๆ จึงได้หายไปอย่างลึกลับ บ้างก็ว่าพายุได้พัดพาให้วัตถุใดๆ ที่เข้าใกล้จมหายไป บ้างก็ว่ามีการลำเลียงวัตถุที่เฉียดเข้าพื้นที่สามเหลี่ยมนี้ด้วยเทคโนโลยีจากนอกโลก บ้างก็สันนิษฐานว่าการคมนาคมที่หนาแน่นเกินไปทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มาก หรือบางคนก็คิดไปไกลว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นช่องทางที่ไปถึงอาณาจักรแอตแลนติสที่สูญหายไป และอีกหลายๆ เหตุผลทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหนือธรรมชาติอีกมากมาย

ท่ามกลางการสรรหาทฤษฎีมาแก้ปมปริศนานี้ ดูเหมือนว่าการใช้ทฤษฎีการผันแปรแม่เหล็กโลก (Magnetic Variation Theory) อธิบายความเร้นลับจะเป็นของ เก๊ มากที่สุด โดยทฤษฎีดังกล่าวไม่มีใครรู้จักมาก่อน จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมายามชายฝั่งได้เขียนเป็นจดหมายน้อยๆ ที่ด่วนสรุปโดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความถูกต้อง และทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการที่พวกเขาใส่ชื่อตัวเองลงไปยิ่งทำให้ความน่าเชื่อของทฤษฎีลดลงไปอีก ดูกันว่าพวกเขาอธิบายไว้ว่าอย่างไร

พร้อมกันนี้ความลึกลับของทีมค้นหาที่สาบสูญไปก็สร้างความสงสัยให้กับคนทั่วไปอีกไม่น้อย และเจ้าเรือบินดังกล่าวที่ถูกขนานนามว่า ระเบิดบินได้ หรือ ถังแก๊สบินได้ ก็ดูเหมือนจะระเบิดไประหว่างปฏิบัติภารกิจ โดยมีพยานรู้เห็นที่เป็นลูกเรือของเรือพาณิชย์ที่อ้างว่าพวกเขาเห็นการระเบิดกลางอากาศและได้ล่องผ่านซากที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นถังน้ำมันและเศษเครื่องบิน ความน่าสงสัยยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อรายงานของราชการทหารได้บันทึกถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นว่าเป็น สาเหตุหรือเหตุผลที่ไม่ทราบ

คำกล่าวข้างต้นนี้อ้างเหตุผลโดยผิดหลักอย่างมาก เราคงต้องมาทำความเข้าใจถึงการผันแปรของแม่เหล็กโลกหรือเข็มทิศกันใหม่เพราะหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงของเข็มทิศไม่ได้หมายความว่าเข็มทิศจะชี้ไปผิดทิศผิดทางเพราะอย่างไรเสียเข็มทิศก็ชี้ไปยังทิศเหนือแม่เหล็กวันยังค่ำ ปัญหาของเรื่องนี้คือทิศเหนือแม่เหล็กไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือแต่อยู่ห่างออกไป 1,500 ไมล์

หากมุ่งตามเข็มทิศ จุดหมายก็จะอยู่ที่แคนาดาหาใช่กรีนแลนด์

ถ้าตราบใดที่เรายังใช้เข็มทิศเป็นตัวบอกทิศตราบนั้นเข็มทิศก็จะเบนเข็มไปยังทิศเหนือของโลกที่เกาะปรินซ์ออฟเวลส์ (Prince of Wales) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา โดยสนามแม่เหล็กของโลกสามารถเปรียบเทียบได้กับเส้นแม่เหล็กที่วิ่งผ่านโลกจากเหนือไปใต้ ซึ่งจุดปลายของเส้นแม่เหล็กทั้งสองด้านคือทิศเหนือแม่เหล็กเหนือและทิศใต้แม่เหล็ก ทั้งนี้ตัวเส้นแม่เหล็กเองเป็นแกนซึ่งทางธรณีฟิสิกส์เรียกว่า เส้นอะกอนิก (Agonic Line)

ดังนั้นขั้วโลกเหนือในทางภูมิศาสตร์ที่เราหลงเข้าใจกันว่าเป็นขั้วเหนือจริงๆ จึงมิได้เป็นจุดที่เข็มทิศชี้ไปแต่อย่างใด และจุด N ที่เข็มทิศชี้ไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำทางเราไปยังขั้วโลกเหนือ แต่จะนำเราไปยังเกาะปรินซ์ออฟเวลส์ของแคนาดาต่างหาก และถ้าความจริงว่าทิศแม่เหล็กเหนือนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือไปไกล 1,500 ไมล์ ก็จะไม่สร้างปัญหาทำให้นักเดินทางต้องสับสนเลย

การหายไปของเครื่องบิน"มาร์ติน มารินเนอร์"

ที่ไปตามหาฝูงบินที่19ก็ยังคงเป็นปริศนา

ต้องรู้องศาที่แตกต่าง จึงจะเดินทางถึงขั้วโลกเหนือ

การจะแก้ความคลาดเคลื่อนนี้นักเดินทางจะต้องรู้ความแตกต่างขององศาระหว่างทิศเหนือแม่เหล็กที่แม่เหล็กชี้ไปกับและทิศเหนือจริงที่พิจารณาจากจุดปลายของเส้นลองติจูด ยกตัวอย่างเช่นที่เกาะอะซอร์ส (Azores Island) มีความแตกต่างกัน 20 องศาระหว่างทิศเหนือแม่เหล็กและทิศเหนือจริง ซึ่งเราจะไม่สามารถเดินตาม N ในเข็มทิศได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นปลายทางของเราจะไปจบที่แคนาดาแทนที่จะเป็นกรีนแลนด์ โดยเราจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่ต่างออกไป 20 องศาสู่ทิศเหนือจริง

นั่นคือความหมายของการผันแปรของเข็มทิศหรืออธิบายได้ว่าความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วเหนือแม่เหล็กนั้นขึ้นอยู่ที่ตั้งของแต่ละสถานที่ และเป็นเหตุผลว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ไม่มีทิศที่ผิดที่ผิดทางแตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของโลก เพราะเข็มทิศก็ชี้ไปยังทิศแม่เหล็กเหนือไม่ใช่ขั้วโลกเหนือเหมือนกันหมดทั่วโลก
ส่วนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจะมีอาถรรพ์จริงหรือไม่ ก็คงต้องรอการพิสูจน์และหลักฐานที่เชื่อถือได้ต่อไป


edit @ 2005/09/13 10:18:20